“วิชา๙หน้า” ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ

“วิชา๙หน้า” ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ

“วิชา๙หน้า” ศาสตร์พระราชาจากตำราของพ่อ

พอดีเปิดอ่าน notification ที่แจ้งเตือนในแอพไลน์ ไปเจอบทความของโครงการดีๆ ใน Official Account ของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เกี่ยวกับศาสตร์คำสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เลยอยากนำเสนอให้ได้ทราบถึงคำสอน ที่พ่อหลวงของเราได้ทรงพระราชทานไว้ให้ลูกหลานชาวไทยทุกคน เริ่มกันเลยดีกว่าครับ

๑.วิชาปรุงไทยในใจคน

“ประเพณีทั้งหลายย่อมมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน เรามีประเพณีของชาติไทยเป็นสมบัติ เราควรจะยินดีอย่างยิ่งและช่วยกันส่งเสริมรักษาไว้ เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ”
ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงมุ่งเน้นการอนุรักษ์ วัฒนธรรมไทยให้สืบเนื่องยาวนานและ “ปรุง” ความรักษ์ไทยสู่ใจคนไทยและคนรุ่นหลัง ด้วยทรงโปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคขึ้นอีกครั้งหลังจากว่างเว้นมานานถึง ๕๐ ปี เพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวและหลอมรวมความภาคภูมิใจของคนไทยเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งหมดนี้ก็เพราะในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงตระหนักดีกว่าประเพณีวัฒนธรรมคือรากเหง้าของความเป็นชาติ ดังเช่น พระราชดำรัสที่ว่า “อิฐเก่าๆ แผ่นเดียวก็มีค่า ควรจะช่วยกันรักษาไว้ ถ้าเราขาดสุโขทัย อยุธยาและกรุงเทพฯ แล้วประเทศไทยก็ไม่มีความหมาย” นี่คือความลึกซึ้งของวิชาปรุงไทยในใจคน

๒.วิชาชลปราการ

: เขื่อนขุนด่านปราการชล โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครนายก

“…โครงการเขื่อนเก็บกักน้ำคลองท่าด่าน จังหวัดนครนายก ซึ่งสร้าง ณ บริเวณที่ต่ำจากน้ำตกเหวนรกลงมานั้น
เป็นโครงการที่มีความสำคัญมาก เพราะนอกจากจะช่วยให้ราษฎรมีน้ำใช้เพาะปลูกในฤดูแล้งได้เป็นจำนวนนับแสนๆ ไร่แล้ว
เขื่อนแห่งนี้ก็จะสามารถเก็บกักน้ำอุทกภัยของทุกปีไว้ได้หมด จะไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมพื้นที่เกษตรในบริเวณจังหวัดนครนายกอีกต่อไป
และขณะเดียวกันในฤดูแล้ง น้ำจากเขื่อนก็จะถูกระบายเพื่อชะล้างดินเปรี้ยวในหลายอำเภอของจังหวัดนครนายกได้อีกด้วย”

เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนของพ่อที่ไม่ได้เพียงแต่ปกป้องบรรเทาปัญหาอุทกภัยเท่านั้น
แต่ยังเป็นปราการที่ใช้เก็บกักน้ำสำหรับหล่อเลี้ยงชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยด้วย
เพราะพระอัจฉริยภาพของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ที่ทรงใส่พระทัยเรื่องน้ำอย่างจริงจัง
และไม่ได้มองปัญหาเพียงเฉพาะหน้า โดยย้ำว่าต้องไม่ทับซ้อนกับพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติ
แต่พระองค์ทรงคิดถึงผลลัพธ์ระยะยาว ทำให้ที่นี่กลายเป็นนครนาสมบูรณ์อย่างแท้จริง
เพราะเขื่อนนี้มีไว้เพื่อบรรเทาความทุกข์ ไม่ใช่เพื่อสร้างความเดือดร้อน

๓.วิชาหลอกฟ้า : ศูนย์ฝนหลวงหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 

“…แต่มาเงยดูท้องฟ้า มีเมฆ ทำไมมีเมฆอย่างนี้ ทำไมจะดึงเมฆนี่ลงมาให้ได้ ก็เคยได้ยินเรื่องการทำฝน ก็มาปรารถกับคุณเทพฤทธิ์ ฝนทำได้ มีหนังสือ เคยอ่านหนังสือ ทำได้”
ก่อกวน เลี้ยงให้อ้วน โจมตี ทฤษฎีการหลอกฟ้า เริ่มแรกที่เกิดขึ้นจากพระปรีชาสามารถของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ซึ่งขณะนั้นพระองค์ทรงเสด็จฯ เยี่ยมเยือนราษฎรทั่วภาคอีสาน ทรงทราบถึงปัญหาสำคัญของคนที่นี่คือความแห้งแล้ง 
ขณะนั้นเองทรงแหงนพระพักตร์เพื่อทอดพระเนตรท้องฟ้า และพบว่ามีเมฆลอยเต็มท้องฟ้าไปหมด แต่กลับไม่มีก้อนใดที่รวมตัวกันเลย จึงทรงคิดว่าถ้าเมฆรวมตัวกันได้ก็จะกลายเป็นฝนสามารถหยุดความทุกข์ยากของประชาชนได้ 
พระองค์จึงได้ทรงค้นงานวิจัยจากต่างประเทศจำนวนมาก เพื่อศึกษาหาความเป็นไปได้ในการทำฝนเทียม โดยได้ใช้สนามบินบ่อฝ้าย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการทดลอง ฝนที่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงสร้างจากศาสตร์ของการหลอกฟ้า ทรงคิดค้นและทดลอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามานานถึง ๑๔ ปี ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยชาวบ้านนับแสนนับล้านให้รอดพ้นวิกฤติภัยแล้ง จนผู้คนขนานนามว่า “ฝนหลวง”

๔.วิชานิเวศปฐมวัย : ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี

สัตว์น้ำตัวเล็กๆ ก็เหมือนกับเด็ก หากไม่มีการดูแลที่ดี โอกาสที่จะเจริญเติบโตเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ก็คงลำบาก 
ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงเข้าใจเรื่องนี้เป็นอย่างดี ทรงรับสั่งให้ทำที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนฯ มีตั้งแต่การทดลองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่างๆ ในน้ำกร่อย รวมทั้งยังโปรดฯ ให้อนุรักษ์และขยายพันธุ์ไม้โกงกาง เพราะหากขยายได้สำเร็จ ก็จะสามารถจัดระบบนิเวศได้เหมาะสม ที่นี่จึงเปรียบเสมือนโรงเรียนอนุบาลป่าชายเลนของพระองค์ และพื้นที่โดยรอบเปลี่ยนแปลงไปทั้งคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่าในหลวง รัชกาลที่ ๙ พระองค์เปรียบเสมือนผู้ที่อนุบาลสังคมไทย ผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆมากมาย และสิ่งที่พระองค์ให้ความสำคัญยิ่งกว่า คือการพัฒนาคนให้มีความคิดที่เข้มแข็ง สามารถยืนหยัดด้วยตัวเอง ดังเช่นโครงการคุ้งกระเบนฯในวันนี้

๕.วิชาหมอดิน : ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดราชบุรี

“…ต้นหญ้า ซึ่งถ้าศึกษาพิจารณาให้ดีก็จะก่อให้เกิดปัญญาได้ หญ้านั้นมีทั้งหญ้าที่เป็นวัชพืชซึ่งเป็นโทษ และหญ้าที่มีคุณอย่าง “หญ้าแฝก” ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่การอนุรักษ์ดินและน้ำ เพราะมีรากที่หยั่งลึกแผ่กระจายลงไปตรงๆ ทำให้อุ้มน้ำและยึดเหนี่ยวดินได้มั่นคง และมีลำต้นชิดติดกันแน่นหนา ทำให้ดักตะกอนดินและรักษาหน้าดินได้ดี…”  

เชื่อหรือไม่ว่าดินหลายแปลงที่ประชาชนส่วนใหญ่ถวายแด่ในหลวง รัชกาลที่ ๙ มีสภาพเสื่อมโทรมจนน่าใจหาย เพราะส่วนใหญ่มักคิดว่าพระองค์จะนำผืนดินนั้นไปสร้างพระตำหนัก แต่พระองค์กลับคิดในมุมกลับด้วยการพลิกฟื้นผืนดินให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ มิฉะนั้นประเทศไทยก็จะเหลือแต่ทะเลทราย  พระองค์ทรงแก้ปัญหาดินเสื่อมโทรมต้องรักษาด้วยการเพิ่ม “วิตามินของดิน” ด้วยสารพัดวิธี อาทิ การปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ปล่อยให้ป่าเติบโตตามในวิถีธรรมชาติ 
ส่วนดินที่เสื่อมสภาพสุดๆก็จะแก้ไขด้วยการปลูกหญ้าแฝก ป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน 
การรักษาความชุ่มชื้นของดิน ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของพระองค์ ที่จะทรงไม่ย่อท้อต่อผืนดินอันแห้งแล้ง

๖.วิชาธรรมชาติสามัคคี : โครงการพัฒนาป่าไม้ตามแนวพระราชดําริภูหินร่องกล้า จังหวัดพิษณุโลก

ใครที่คิดว่าคนอยู่ร่วมกับป่าไม่ได้ คงจะต้องเปลี่ยนความคิดกันเสียใหม่ หากไม่ได้สัมผัสกับโครงการพัฒนาป่าไม้ ภูหินร่องกล้า ที่ซึ่งน้อมนำแนวพระราชดำริเรื่องคนกับป่าของในหลวง รัชกาลที่ ๙ มาปรับใช้กับชาวม้งที่ดำรงชีพด้วยการปลูกฝิ่นกับกะหล่ำปลี จึงมักจะเข้าไปบุกรุกเผ้าถางพื้นที่ป่าสร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างมาก

กรมอุทยานพันธุ์พืชและป่าไม้ จึงหยิบยกแนวทางพระราชดำริมาเป็นฐานเพื่อแก้ไขปัญหา โดยสนับสนุนให้ชาวบ้านเปลี่ยนมาปลูกพืชที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ อย่างกาแฟอาราบิก้าและสตรอเบอร์รี่พันธุ์พระราชทาน ๘๐ โดยผลผลิตนำไปจำหน่ายนักท่องเที่ยวที่มาชมความงามของทุ่งดอกกระดาษและดอกดงพญาเสือโคร่ง

และนี่คือบทพิสูจน์ว่า “คนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้” หากมีกระบวนการจัดการที่เหมาะสม ดังเช่นพระราชดำริอันยั่งยืนของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ที่ทรงพระราชทานให้ชาวไทยยึดถือปฏิบัติมาตลอด ๗๐ ปี

๗.วิชาตำนานพันธุ์ : โครงการพระราชดำริ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานตามพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร

ครั้งหนึ่งระหว่างการเสด็จฯ ออกเยี่ยมราษฎรภาคอีสาน นักข่าวต่างประเทศได้กราบทูลถามในหลวง รัชกาลที่ ๙ ถึงเหตุผลที่ทรงพัฒนาชนบทเพราะต้องต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ใช่หรือไม่ พระองค์รับสั่งกลับทันทีว่า สิ่งที่ทรงต่อสู้ด้วยไม่ใช่คอมมิวนิสต์ แต่เป็นความอดอยากหิวโหยของประชาชนต่างหาก และด้วยสิ่งนี้จึงทำให้พระองค์ทรงให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานขึ้น
เพื่อเป็นสถานที่ทดลองแนวพระราชดำริต่างๆ และโครงการที่เป็นไฮไลต์ของที่นี่ คือการเลี้ยงสัตว์ โดยพระองค์ทรงพระราชทานแนวทางง่ายๆ ว่า ต้องแข็งแรง ทนทาน ต่อสภาพแวดล้อม เลี้ยงง่ายไม่ต้องลงทุนสูง จนเป็นที่มาของการพัฒนาพันธุ์ “มหัศจรรย์สามดำแห่งภูพาน” ซึ่งก็คือ ไก่ดำ หมูดำ และ วัวดำ

จากแนวทางการพัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อนของศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ที่นำมาสู่ความเป็นอยู่ของชาวอีสานดีขึ้น

๘.วิชารักแรงโน้มถ่วง : โครงการแก้มลิงในพระราชดำริทุ่งทะเลหลวง จังหวัดสุโขทัย

“ตามปกติเวลาเราให้กล้วยกับลิง ลิงจะเคี้ยวแล้วเก็บไว้ในแก้มลิง เขาเคี้ยวแล้วเอาไปเก็บในแก้ม น้ำท่วมลงมา ถ้าไม่ทำโครงการแก้มลิง น้ำท่วมนี้จะเปรอะไปหมด อย่างที่เปรอะปีนี้ เปรอะไปทั่วภาคกลาง จะต้องทำ “แก้มลิง” เพื่อที่จะเอาน้ำปีนี้ไปเก็บไว้“

“แก้มลิง” มหัศจรรย์แห่งการสังเกต เพราะความรักที่มีต่อสัตว์เลี้ยงของในหลวง รัชกาลที่ ๙
พระองค์จึงคอยเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของสัตว์ที่ทรงเลี้ยงอย่างใกล้ชิด และจากความสนพระทัยนี้จะถูกต่อยอดมาเป็นแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่สำคัญของประเทศ 
“แก้มลิงรูปหัวใจ” เพื่อชะลอและรองรับมวลน้ำที่กำลังไหลบ่าลงมาเป็นการชั่วคราว และพอน้ำในทะเลลดลงจึงค่อยๆ ระบายน้ำในแก้มลิงลงสู่ทะเล ตามหลักแรงโน้มถ่วงของโลก โดยพื้นที่ที่ทรงเลือกไว้ทำแก้มลิงคือ ทุ่งมะขามหย่อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และด้วยความสำเร็จของแก้มลิงที่ทุ่งมะขามหย่องนี้ นำมาสู่แก้มลิงอีกหลายแห่ง จากพระอัจฉริยภาพของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ในการประยุกต์หลักการวิทยาศาสตร์เข้ากับการสังเกตนำไปสู่การต่อยอดเป็นโครงการมหัศจรรย์ ที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างยั่งยืน

๙.วิชาปลูกรักษ์ : สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่

“กาแฟต้นเดียว ที่ช่วยสร้างป่าให้สมบูรณ์” ใครจะเชื่อว่าปัญหาการปลูกฝิ่นที่อยู่คู่สังคมไทยมานานกว่า ๖๐๐ ปีจะหายไป ด้วยพระอัจฉริยภาพที่เกิดจากการมองปัญหาอย่างรอบด้านลึกซึ้งของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทำให้สามารถเอาชนะปัญหาที่เกาะกินสังคมไทยมายาวนานได้ 

ทรงพระราชทานเงินให้คณะทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อซื้อที่ดินเกษตรกรบนดอยปุย ทำหน้าที่วิจัยและค้นหาพืชใหม่ๆ ให้ชาวเขาปลูกทดแทน และหลังจากมีการวิจัยอย่างหนัก พระองค์ไม่หยุดนิ่ง ทรงชักชวนให้ชาวเขาลองปลูกพืชผักเมืองหนาวแทนการปลูกฝิ่น ทำให้โครงการหลวงมีเมล็ดพันธุ์มากมายสำหรับการทดลองให้ชาวเขาปลูก 
และที่น่าสนใจที่สุดคือ เมล็ดกาแฟพันธุ์อราบิก้า ที่ได้รับถวายมาจากประเทศปาปัวนิวกินี จากกาแฟต้นเดียวในวันนั้น กาแฟอราบิก้าได้นำรายได้มหาศาลมาสู่ชาวเขาในวันนี้ เช่นเดียวกับยอดดอยที่คืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง ทั้งหมดนี้ก็เพราะมีในหลวง รัชกาลที่ ๙ เป็นแรงผลักดันที่สำคัญนั่นเอง

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดชทรงได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์นักพัฒนาตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ทรงวางรากฐานของประเทศด้วยโครงการในพระราชดำริมากถึง 4,596 โครงการ ซึ่งมีทั้งเกี่ยวกับน้ำ ดิน ป่า และวิศวกรรม ทั้งหมดก็เพื่อให้พสกนิกรในแผ่นดินของพระองค์อยู่ดีกินดี

‘ศาสตร์แห่งพระราชา’ คือคำสอนและองค์ความรู้ที่พระองค์พระราชทานไว้ จึงเปรียบเสมือนวิชาของพ่อที่ช่วยพัฒนาให้คนไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Leave a Reply

iameveme